|
อารัมภบท
ความพยาบาท
บางคนกล่าวว่ามันคือยาพิษที่แทรกซึมและกรีดกระชากจิตวิญญาณ เส้นทางแห่งความพยาบาทมีแต่จะทำลายผู้ที่ย่างก้าวลงบนทางสายนั้น
แต่สำหรับใครอีกหลายคน มันเปรียบเสมือนน้ำนมมารดา มันทำนุบำรุงและหล่อเลี้ยง – มอบเหตุผลให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปในยามที่พวกเขาไม่เหลืออะไรในโลกนี้ให้ยึดเหนี่ยวอีกแล้ว
นี่คือเรื่องราวของหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเช่นนั้น บุรุษที่ถือกำเนิดมาเป็นเทพเจ้าในยุคสมัยก่อนหน้าที่มนุษยชาติจักบันทึกประวัติศาสตร์อันกะพร่องกะแพร่งของพวกเขา ซิน ผู้มีอีกนามว่า นานา เคยเป็นผู้ครองจักรวาล วงศ์เทพเจ้าของเขาเคยยิ่งใหญ่เหลือล้นและผู้คนล้วนมาคารวะให้แก่เขา
แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่เทพเจ้าอื่นๆลุกขึ้นท้าทายอำนาจเขา เป็นเวลาหลายศตวรรษที่เขากรำศึกอยู่ในสงครามนองเลือด และเขาคงจะเป็นผู้พิชิตชัย หากไม่ใช่เพราะเล่ห์ร้ายที่ไม่เพียงแต่ปล้นชิงสถานะเทพของเขาไป
แต่ยังพรากพลังวิเศษต่างๆของเขาด้วย เขาถูกละทิ้งให้เที่ยวท่องอยู่ในโลกมนุษย์ กลายเป็นทั้งหนึ่งในมนุษย์เหล่านั้นและเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกแยกออกไป เป็นสิ่งที่น่ากลัว เยือกเย็น อันตราย
แต่เกมนี้ยังไม่จบง่ายๆ ความปราชัยเป็นเพียงสิ่งหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่กระหายจะได้กลับมาละเลงศึกอีกครั้ง ตราบใดที่ยังมีชีวิต ตราบนั้นก็ยังมีความหวัง และเมื่อใดที่ยังมีความหวัง มันก็ย่อมต้องมีความมุ่งมั่น
และความกระหายที่จะได้ล้างแค้นของผู้พ่ายแพ้
หลายศตวรรษที่เทพเจ้าเก่าแก่โบราณองค์นี้รอเวลาของเขา ด้วยรู้เต็มหัวใจว่าความสาสมใจและความโอหังของศัตรูจะนำนางหวนกลับมาสู่วงจรของเขาอีกครั้ง
บัดนี้วันแห่งการชำระหนี้แค้นได้เคลื่อนคล้อยมาสู่เงื้อมมือเขาแล้ว...
บทที่ 1
“เขาจะต้องถูกทำลาย ข้าอยากให้เป็นแบบเจ็บปวดและรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ขอให้เขาตายก็แล้วกัน”
แอชรอน พาร์เธโนเพอัสหันหน้าไปมองเทพีอาร์ทิมิสของกรีกที่เยื้องย่างเข้ามาหา จวบจนบัดนี้ทั้งคู่ผูกติดอยู่ด้วยกันมานานหลายศตวรรษ และมีหลายครั้งเหมือนเช่นในครานี้ที่องค์เทพีเชื่อมั่นเสียเหลือเกินว่านางควบคุมเขาได้
ทว่า ความเป็นจริงมันแตกต่างออกไปมาก
เขาสวมเพียงกางเกงหนังสีดำตัวเดียว นั่งอยู่บนขอบราวระเบียงหินในวิหารของนาง เอนหลังพิงเสาต้นหนึ่งซึ่งเรียงรายรอบวิหาร ระเบียงนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวเป็นประกาย มองจากระเบียงออกไปเห็นธารน้ำตกสายรุ้งและทิวผืนไพรสวยงามตระการตา แต่ใครๆก็ต้องคาดหวังให้ขุนเขาโอลิมปัสงดงามไม่น้อยกว่านี้อยู่แล้ว สถานที่แห่งนี้คือถิ่นพำนักของปวงเทพเจ้ากรีก
น่าเสียดายที่หากผู้อยู่อาศัยจะดีงามเหมือนภูมิ-ทัศน์ก็คงดี...
ด้วยเรือนผมสีแดงยาวสลวย ผิวเนียนผ่องไร้ไฝฝ้าดุจดั่งกระเบื้องเคลือบ และดวงตาสีเขียวเข้มแพรวพราย อาร์ทิมิสคงจะงดงามยิ่งนัก หากแอชไม่ชิงชังทุกลมหายใจเข้าออกของนาง
“ทำไมถึงต้องโวยวายเวลามีเรื่องซินขึ้นมา”
นางยิ้มอย่างเหยียดๆให้เขา “ข้าเกลียดเวลาที่ท่านพูดแบบนี้”
ก็เพราะเหตุนี้เขาถึงได้พูด บางทีเทพทั้งหลายอาจห้ามเขาทำสิ่งใดๆที่นางชอบใจก็เป็นได้ เขามีปัญหากับเรื่องเหล่านั้นมากพอแล้ว “ท่านกำลังเปลี่ยนเรื่อง”
นางทำเสียงฮึ ก่อนตอบว่า “ข้าเกลียดเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาสมควรตาย จำได้มั้ย ถ้าท่านไม่เข้ามาแทรกแซงละก็”
นางเรียงลำดับเหตุการณ์แบบง่ายๆมากจนเกินไป “เขารักษาชีวิตตัวเองได้ ข้าแค่หางานบางอย่างให้เขาทำ หลังจากท่านป่วนชีวิตเขาจนเละเทะต่างหาก”
“ใช่ และตอนนี้เขาบ้าไปแล้ว ท่านไม่เห็นที่เมื่อคืนวานเขาบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ทำร้ายยามสามคนจนหมดสติและขโมยวัตถุล้ำค่าชิ้นหนึ่งไปหรอกหรือ นี่ไม่ใช่การเปิดโปงบรรดาดาร์ค-ฮันเตอร์ที่ล้ำค่าของท่านต่อชาวประชาหรอกหรือ ข้าสาบานได้ว่าเขาจงใจทำ เขาหวังจะให้ถูกจับเพื่อจะได้เอาเรื่องของพวกเราไปโพนทะนากับพวกมนุษย์ เขาเป็นภัยคุกคามสำหรับทุกคน”
แอชไม่นำพากับโทสะของนาง แม้เขาค่อนข้างเห็นด้วยว่าซินทำอะไรไม่เข้าท่าเลย ปกติแล้วอดีตเทพเจ้าโบราณองค์นั้นมีสามัญสำนึกมากกว่านี้ “ข้ามั่นใจว่าเขาแค่อยากจะสัมผัสอะไรบางอย่างของบ้านเขาเท่านั้นเอง ให้ตาย ไม่ว่าวัตถุอะไรที่เขาเอาไปอาจเคยเป็นของเขาหรือของคนในครอบครัวเขามาก่อนก็ได้ ข้าจะไม่ฆ่าใครเพียงเพราะเขาเกิดคิดถึงบ้านขึ้นมาหรอก อาร์ตี้ มันไม่ถูกต้อง”
นางขึงตามองเขา สองมือเท้าสะเอวหรา “แสดงว่าท่านจะปฏิเสธเหมือนมันเป็นเรื่องไม่สำคัญงั้นใช่มั้ย”
“ถ้าที่พูดนั่นท่านหมายความว่าข้าไม่คิดว่ามันเป็นเหตุให้เขาต้องโทษตายในทันทีใช่มั้ยละก็ จะว่าข้าบ้าก็ตามใจ แต่ใช่เลย ข้าขอปฏิเสธการสั่งฆ่าเขา”
นางหรี่ตามองเขา “ท่านกำลังอ่อนระทวยแล้วนะ”
แอชหน้าบึ้งเมื่อตระหนักได้ว่านางหมายความถึงสิ่งใด “ใจอ่อน อาร์ตี้ ท่านตั้งใจจะพูดว่าข้ากำลังใจอ่อน”
“อะไรก็ช่าง” นางขยับมายืนข้างกายเขา “แอชรอนคนที่ข้าเคยจำได้จะทำให้เขาต้องเดือดฉี่ๆเพราะการแหกกฎแค่ครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ครั้งนี้”
เขาถอนหายใจอย่างเหลือระอาก่อนตอบว่า “เผาไฟ อาร์ตี้ ให้ตายสิ หัดพูดให้มันถูกซะบ้าง ข้าปวดหัวที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของท่านอยู่เรื่อยๆ และในชีวิตข้า ข้าไม่เคยเผาใครเพราะเรื่องไม่เข้าท่าพรรค์นี้หรอก”
“เคยสิ ท่านเคยทำ”
เขาเก็บคำพูดนั้นมาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่นางก็พูดผิดเหมือนเคยนั่นเอง “ไม่ละ ไม่เด็ดขาด มีแต่ท่านเท่านั้นที่ทำให้ข้าอยากลงมือลงไม้เพราะเรื่องไร้ความสำคัญขนาดนั้น”
“ท่านนี่มันไอ้ลูกไม่มีพ่อชัดๆ”
อย่างน้อยนั่นก็เป็นอย่างหนึ่งที่นางพูดถูก และถูกมากกว่าหนึ่งนัยด้วย
เขาเอนศีรษะพิงเสาระเบียงเพื่อแหงนหน้าขึ้นมองนาง “ทำไม เพราะข้าไม่ทำตามคำสั่งของท่านหรือไง”
“ใช่ เรื่องนี้ท่านเป็นหนี้ข้าอยู่นะ ท่านทำให้ข้าต้องกำจัดนักฆ่าของข้าไปและตอนนี้ข้าไม่มีอะไรจะใช้ควบคุมบรรดาสัตว์โลกที่--”
“ท่านเป็นคนสร้างขึ้น” เขาชิงตัดบทวาจากราดเกรี้ยวของนาง “อย่าลืมส่วนสำคัญข้อนี้สิ และเพื่อเห็นแก่สติปัญญาที่เลือนหายไปของท่าน ข้าขออธิบายว่า ดาร์คฮันเตอร์จะไม่มีตัวตนอยู่หากใคร หรืออันที่จริงคือท่านขโมยพลังอำนาจในการคืนชีพคนตายไปจากข้า ข้าไม่จำเป็นต้องมีพวกดาร์ค-ฮันเตอร์มาช่วยต่อสู้กับพวกดีมอนและปกป้องพวกมนุษย์ ข้าจัดการเองได้สบาย แต่ท่านไม่ยอมรับมัน ท่านสร้างพวกเขาขึ้นมาและทำให้ข้าต้องคอยรับผิดชอบชีวิตพวกเขา มันเป็นความรับผิดชอบที่ข้าถือเป็นเรื่องจริงจัง เพราะฉะนั้นอย่าว่าข้าที่ห้ามท่านฆ่าพวกเขาเพียงเพราะท่านเกิดอาการหงุดหงิดก่อนมีรอบเดือนแบบในทางกลับกัน”
นางทำหน้าตึง “อะไรคืออาการหงุดหงิดก่อนมีรอบเดือนแบบในทางกลับกัน”
“อ๋อ ก็ท่านไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป ท่านหงุดหงิดอย่างไม่เข้าเรื่องเข้าราวถึงเดือนละยี่สิบแปดวัน”
นางเงื้อมือจะตบหน้าเขา แต่แอชคว้าข้อมือนางไว้มั่น “ท่านไม่ได้ต่อรองเพื่อมีสิทธิ์ตบหน้าข้า”
นางบิดแขนออกจากมือเขา “ข้าต้องการให้เขาตาย”
“ข้าไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ท่านในเรื่องนี้หรอก” และเป็นโชคดีของซินที่แอชอยู่ที่นี่ เขาเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้อาร์ทิมิสไม่ลงไปสังหารซินด้วยตนเอง เนื่องจากทั้งคู่เคยทำความตกลงกันไว้เมื่อหลายศตวรรษก่อน หลังจากที่นางเคยเผาย่างสดดาร์ค-ฮันเตอร์รายหนึ่งเพราะเขาออกความเห็นไม่ถูกเรื่องถูกราวบางอย่าง นางยอมตกลงว่าจะไม่ตามล่าดาร์ค-ฮันเตอร์รายใดโดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากแอชก่อน
ดวงตาของนางยังลุกโชติช่วง “ซินต้องคิดทำอะไรสักอย่าง ข้ารู้สึกถึงมันได้”
“เรื่องนั้นข้าไม่สงสัยอยู่แล้ว เขาคิดแผนจะฆาตกรรมท่านมาตั้งแต่วันที่ท่านขโมยความเป็นเทพของเขาไป ท่านโชคดีที่มีข้ายืนขวางอยู่ และซินรับรู้เรื่องนั้น”
นางหรี่ตาจ้องเขาเขม็ง “ข้าแปลกใจจริงๆที่ท่านไม่ช่วยเขาลงมือฆ่าข้า”
เขาก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว แอชรู้ว่าเขาไม่อาจมีส่วนในแผนสังหารนั้นได้ เขาจำเป็นต้องมีอาร์ทิมิสเพื่อการมีชีวิตรอดของเขา และถ้าเขาตาย โลกก็จะกลายเป็นสถานที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่มันเป็นอยู่ขณะนี้
นั่นละที่แย่เป็นบ้า เพราะบอกตามตรงว่าเขาไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าได้การบอกลานางและไม่ต้องหันกลับไปมองอีก
อาร์ทิมิสผลักหัวเข่าที่เขายกชันขึ้นมา “นี่อย่างน้อยท่านไม่คิดจะถามเขาเลยหรือว่าเขาไปทำอะไรที่พิพิธภัณฑ์ และทำไมเขาจึงจู่โจมเจ้าหน้าที่พวกนั้น”
ความหวังรำไรแผ่ซ่านทั่วกายเขา “ท่านจะยอมให้ข้าไปทำเช่นนั้นจริงหรือ”
“ท่านยังเป็นหนี้ให้บริการข้าอีกสามวัน”
พอกันทีสำหรับความหวัง เขาน่าจะรู้ดีกว่านี้ แม่เจ้าประคุณไม่ยอมให้เขาออกจากวิหารของนางจนกว่าสองสัปดาห์ของเขาจะสิ้นสุดลง เขาทำข้อต่อรองที่ขมขื่นกับนาง ยอมเป็นทาสพิศวาสของนางเป็นเวลาสองสัปดาห์เพื่อแลกเปลี่ยนกับสองเดือนที่นางจะไม่เข้ามาแทรกแซง เขาเกลียดการเล่นเกมเหล่านี้ แต่มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาต้องทำ
แม้กระทั่งเมื่อมันย่ำแย่ที่สุด
“งั้นดูท่าว่ามันต้องรอไปก่อน”
อาร์ทิมิสชักสีหน้าใส่เขา สองมือกำแน่น แอชรอนทำตัวเป็นหนามยอกอกของนางอยู่เรื่อย ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงอดทนกับเขาอยู่ได้นะ
อันที่จริงนางทนได้ ต่อให้เขาหัวรั้นดันทุรังแค่ไหนก็ตาม เขาก็เป็นผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดที่นางเคยพบเห็น ไม่มีสิ่งใดที่นางยินดีปรีดามากไปกว่าการได้มองดูเขาเคลื่อนไหว แม้แต่ในยามนั่งดังเช่นในขณะนี้ เขามีเรือนร่างยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่บุรุษสามารถเป็นเจ้าของได้ เรือนผมสีทองยาวสลวยของเขาถักเป็นเปียยาวพาดข้ามบ่าข้างหนึ่ง เขาเอนกายไปข้างหลัง ยกสองแขนขึ้นกอดอก เท้าซ้ายที่เปลือยเปล่าของเขาขยับแตะพื้นเป็นจังหวะตามดนตรีในจินตนาการที่มีเขาได้ยินเพียงผู้เดียว
ด้วยความทรงอำนาจและอาจหาญ แต่เขาจะยอมทำตามใจนางก็ต่อเมื่อนางบังคับให้เขาทำด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม แต่กระนั้น เขาก็ยังคงไม่เต็มใจและท้าทายไม่เชื่อฟัง เขาเปรียบเสมือนสัตว์ป่าดุร้ายที่ไม่มีใครปราบให้เชื่องได้
จะว่าไปแล้วเขาทั้งขบกัดและคำรามใส่ใครก็ตามที่พยายามจะควบคุมเขา
และปวงเทพรู้ดีว่านางพยายามจะเอาชนะหรือไม่ก็ปราบเขาให้ยอมจำนนมานานนับศตวรรษๆ แต่ไม่ได้ผลสักที เขามีแต่จะยิ่งไม่เต็มใจและไม่คล้อยตาม มันทำให้นางเดือดดาลนัก
นางทำหน้าขุ่นขึ้งใส่เขา “ท่านอยากให้เขาฆ่าข้าใช่มั้ยล่ะ”
เขาหัวเราะสั้นๆ “ให้ตายเถอะ ไม่เลย ข้าอยากได้รับเกียรตินั้นเองมากกว่า”
เขากล้าดียังไง! “ท่านมันทุ--”
“อย่าดูหมิ่นข้า อาร์ตี้” เขาพูด ตัดบทนางด้วยน้ำเสียงเหลืออดขึ้นมาบ้าง “ในเมื่อเราสองคนรู้ดีว่าท่านไม่ได้หมายความอย่างนั้น ข้าเบื่อฝีปากท่านเต็มทีแล้ว”
นางซ่านซ่าทั่วกายกับถ้อยคำที่เขาเลือกใช้ “น่าแปลก ข้าไม่เคยเบื่อท่านเลย” นางยื่นมือมาแตะริมฝีปากเขา มันเป็นเพียงส่วนเดียวในร่างกายเขาที่อ่อนนุ่ม – ประดุจกลีบกุหลาบ – และนางหลงใหลริมฝีปากคู่นี้เสมอมา “ท่านมีปากสวยที่สุด แอชรอน โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่บนเนื้อตัวข้า”
แอชครางลึก เมื่อเห็นแววร้อนระอุในดวงตาสีเขียวมรกตของนางในระหว่างที่เรียวนิ้วลูบไล้ริมฝีปากเขา มันทำให้เขาขนลุกซู่ “ท่านนี่ไม่รู้จักอิ่มเลยหรือไง ข้าสาบานได้ว่าถ้าข้าเป็นมนุษย์ธรรมดา ข้าต้องอ่อนเปลี้ยเพราะศึกรักยกล่าสุดของเราแล้ว ถ้าไม่ตายซะก่อนนะ เราจำเป็นต้องหางานอดิเรกอื่นที่ไม่ใช่โดดเข้าใส่ข้าให้ท่านทำซะแล้วละ”
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว นางดันเข่าของเขาลงและขยับขึ้นนั่งเหนือต้นขาเขา
แอชขบฟันแน่น ทิ้งศีรษะแหงนไปเบื้องหลังเมื่อนางเริ่มขบเม้มลำคอเขา เอียงคอให้ รู้ว่าอะไรจะตามมาเมื่อนางตวัดลิ้นเลียผิวเขา หัวใจของนางเต้นระทึกเมื่อนางเลื่อนกายลงใกล้ชิดกายเขา
แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขี้ยวแหลมคมกริบของนางแทงลึกสู่ผิวกาย ก่อนที่นางจะเริ่มดื่มโลหิตของเขา...
“แคทรา!”
แคท อโกรเทร่าดีดตัวผึงขึ้นมานั่งบนเตียงเมื่อเสียงกรีดเรียกแหลมสูงดังเข้ามาในหัว “ข้าทำอะไรลงไปเรอะ” หล่อนถาม ขณะพยายามคิดว่าอาร์ทิมิสน่าจะโกรธหล่อนเรื่องอะไร
“เจ้าหลับอยู่หรือเปล่า”
หล่อนกะพริบตาถี่ๆเมื่ออาร์ทิมิสปรากฎองค์ขึ้นในห้อง อยู่ข้างเตียงของหล่อน ทั่วทั้งห้องมืดมิด ยกเว้นแสงเรืองรองสีฟ้าๆที่ฉายมาจากร่างกายอาร์ทิมิส
แคทก้มลงมองเตียงที่หล่อนนั่งอยู่ในชุดนอนลายลิงสีชมพู ผ้าห่มยุ่งเหยิง และผมก็ยุ่งเหยิง จากนั้นจึงตัดสินใจว่าการพูดจาประชดประชันย่อมไม่ใช่วิธีของคนสติดีๆ “ตอนนี้ข้าตื่นแล้ว”
“ดี ข้ามีงานอย่างหนึ่งให้เจ้าทำ”
แคทต้องกลั้นหัวเราะแทบแย่ “ข้าก็ไม่อยากเป็นคนเตือนท่านหรอก แต่ท่านเอาการรับใช้ของข้าไปแลกกับอโพลิมีแล้วนะ จำได้มั้ย นับแต่นี้จอมวายร้ายตัวเอ้แห่งแอตแลนติสที่ท่านกลัวนักกลัวหนาไม่ยอมให้ข้าทำอะไรให้ท่านอีก นางว่าสนุกดีที่ได้ยั่วโทสะท่านเพราะเรื่องนั้น”
อาร์ทิมิสหรี่ตาจ้องหล่อนเขม็ง “แคทรา...”
“มาทิเซร่า...” หล่อนร้อง เลียนเสียงขุ่นเขียวของอาร์ทิมิสบ้าง “ข้าไม่ได้ขอให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อย ท่านเป็นคนต่อรองกับอโพลิมีว่าให้ข้าไปอยู่กับนางเองนะ โดยส่วนตัวแล้วข้าโกรธจะตายที่ถูกพวกท่านเอามาแลกเปลี่ยนไปมา พวกท่านแลกตัวข้ากันก็เชิญเลย แต่เสียใจด้วย ตอนนี้ข้าย้ายไปเล่นอีกทีมแล้ว”
อาร์ทิมิสก้าวออกมาข้างหน้า และนี่เป็นครั้งแรกที่แคทเห็นนางกลัวจริงๆ
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
อาร์ทิมิสพยักหน้าก่อนกระซิบว่า “เขาจะฆ่าข้า”
“แอชรอนน่ะหรือ” ก็มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะเป็นเขา
“ไม่ใช่” นางร้องเสียงห้วน “แอชรอนจะไม่มีวันทำร้ายข้า เขาแค่ขู่เท่านั้นแหละ เจ้าจำเรื่องตอนที่เจ้ายังเป็นสาวน้อยอยู่ได้มั้ย”
แหม ความจริงคือเวลานั้นมันผ่านมาหนึ่งหมื่นหรือหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีแล้วนะ มันค่อนข้างยาวนานสำหรับหล่อนอยู่เหมือนกัน “ข้าพยายามจะไม่จำ แต่บางอย่างก็ยังชัดใสเหมือนแก้วเจียระไน ทำไมหรือ”
อาร์ทิมิสนั่งลงบนเตียงก่อนจะดึงตุ๊กตาเสือของแคทเอามากอดไว้ “เจ้ายังจำเทพเจ้าสุเมเรียนที่ชื่อซินได้หรือเปล่า”
แคทนิ่วหน้า “คนที่บุกเข้ามาในวิหารของท่านเมื่อหลายกัปกัลป์แล้วพยายามจะแย่งพลังอำนาจของท่านและฆ่าท่านใช่มั้ย”
อาร์ทิมิสกอดตุ๊กตาเสือแน่นขึ้น “ใช่ เขากลับมาและเขาพยายามจะฆ่าข้าอีก”
มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็แคทเป็นคนจัดการกับศัตรูรายนั้นเองนี่นา “ข้าคิดว่าเขาตายแล้วเสียอีก”
“ยัง แอชรอนช่วยเขาไว้ก่อนที่เขาจะตายและทำให้เขากลายเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ ซินคิดว่าข้าสูบพลังอำนาจของเขาไปและทิ้งให้เขาตาย” ความพรั่นพรึงในดวงตาของอาร์ทิมิสทำให้นางดูซีดเซียว “เขาจะฆ่าข้า แคทรา ข้ารู้ดี โลกทั้งโลกกำลังจะตาย เราจะต้องพบกับมหาวิบัติภัยของชาวสุเมเรียน--”
“ข้าไม่คิดว่าพวกเขาใช้คำนั้นนะ”
“ใครจะไปสนว่าพวกเขาใช้คำไหน” นางเอ็ด “สิ้นโลกก็คือสิ้นโลกไม่ว่าเจ้าจะใช้คำไหนเรียกมันก็ตาม ประเด็นก็คือตอนนี้ซินกำลังจะพยายามล้มล้างข้าอีกครั้งและยึดครองตำแหน่งแทนข้า เจ้ารู้ใช่มั้ยว่ามันหมายถึงอะไร”
“จะทำให้มีความรื่นรมย์มากมายใช่มั้ย”
“แคทรา!”
หล่อนรีบทำหน้าขรึม “ขอโทษ ข้าเข้าใจ เขาอยากจะแก้แค้น”
“ใช่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าไม่ยอมแน่ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า แคทรา ได้โปรด”
แคทนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ขณะพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ อาร์ทิมิสไม่ใช่คนที่จะขอร้องอะไรใครพร่ำเพรื่อ ปกติแล้วนางชอบสั่งการ - ฉะนั้นการขอร้องครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอาร์ทิมิสกลัวซินมากเพียงไหน แม้องค์เทพีหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่แคทยังไม่วายสงสัยว่าเรื่องมันจะต้องมีอะไรมากกว่าที่อาร์ทิมิสบอก ก็มันเป็นเช่นนี้เสมอ “มีอะไรที่ท่านยังไม่ได้บอกข้าหรือเปล่า”
อาร์ทิมิสทำหน้างง “ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าหมายถึงอะไร”
“ท่านต้องเข้าใจแน่” อาร์ทิมิสไม่เคยเล่าความจริงอย่างครบถ้วนสักครั้ง “และก่อนที่ข้าจะพาตัวเข้าไปข้องแวะกับหายนะสักอย่าง ข้าอยากรู้เรื่องทั้งหมดของมันก่อน”
อาร์ทิมิสมีสีหน้าแข็งกร้าวขึ้น “เจ้ากำลังบอกข้าว่าเจ้าปฏิเสธที่จะช่วยเหลือข้า ทั้งๆที่ข้าทำอะไรต่อมิอะไรกับเจ้างั้นหรือ”
ช่างเป็นการสรุปความได้ยอดไปเลย “ข้าคิดว่าท่านหมายถึง ‘เพื่อข้า’ กระมังคะ มาทิเซร่า ไม่ใช่ ‘กับข้า’ หรอก”
“ยังกับข้าสนนักนี่ ทีนี้ตอบข้ามาได้แล้ว”
ว้าว สำหรับคนที่มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ถือว่าอาร์ทิมิสแสดงออกได้อย่างน่ามหัศจรรย์เหลือเกิน แต่นี่เป็นนิสัยของนาง และแคทคงจะยิ่งสงสัยถ้าอาร์ทิมิสเกิดไม่ทำตัวเป็นจอมบงการขนาดนี้ “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรล่ะ”
“แล้วเจ้าคิดว่าไง ฆ่าเขาน่ะสิ”
แคทตกใจ “มาทิเซร่า! ท่านขออะไรยังงี้”
“ข้าขอให้เจ้ารักษาชีวิตข้า” นางแค่นเสียง “ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เจ้าทำให้ข้าได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังจากทุกอย่างที่ข้ามอบให้เจ้า ซินจะฆ่าข้าถ้าเขาได้โอกาสและจะเอาพลังอำนาจทั้งหมดของข้าไป ใครจะรู้ว่าเขาจะทำยังไงกับมนุษยชาติเมื่อเขาได้สถานะเทพคืนมา เขาจะทำให้พวกมนุษย์ต้องทุกข์ทรมานขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ ข้าขอร้องแอชรอนแล้ว แต่เขาไม่ยอมช่วยข้าเลย เจ้าจึงเป็นความหวังเดียวที่ข้ามี”
“แล้วทำไมท่านไม่ฆ่าเขาเองล่ะ ข้ารู้ว่าท่านทำได้”
อาร์ทิมิสทำเสียงฮึ “เขามีทัปปิ ชิมาติอยู่ เจ้าจำได้หรือเปล่าว่ามันคืออะไร”
“แผ่นจารึกแห่งดวงชะตาของชนชาติสุเมเรียน ค่ะ ข้าจำมันได้” ผู้ที่ครอบครองมันจะสามารถทำให้เทพเจ้าองค์อื่นสิ้นไร้พลังอำนาจไปได้ อีกทั้งมันยังใช้ปลดพลังอำนาจของเทพได้จนหมดสิ้นและทำให้ผู้ที่ครอบครองมันสังหารเทพองค์อื่นได้ตามใจ ฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เทพเจ้าทั้งหลายไม่ต้องการให้ตกอยู่ในมือคนผิด
อาร์ทิมิสกลืนน้ำลาย “เจ้าก็คิดแล้วกันว่าเมื่อซินมีมันอยู่ในครอบครองแล้ว เขาจะมาตามล่าใคร”
ไม่ต้องใช้สมองก็คิดออก อาร์ทิมิสไงล่ะ “และนี่เป็นเรื่องที่ข้าต้องสนใจอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง มาทิเซร่า ข้าจะเอามันมาจากเขาเอง”
อาร์ทิมิสมีสีหน้าโล่งใจอย่างแท้จริง “ข้าไม่ต้องการให้ใครรู้อดีตของเรา เจ้าย่อมเข้าใจดีกว่าใครว่ามันสำคัญแค่ไหนที่ต้องเก็บเป็นความลับต่อไป ครั้งนี้อย่าทำให้ข้าผิดหวังนะ แคทรา ข้าต้องการให้เจ้าทำตามคำมั่นที่ให้กับข้า”
แคทสะดุ้งเมื่อนึกถึงครั้งหนึ่งและครั้งเดียวในชีวิตที่หล่อนปฏิบัติภารกิจให้อาร์ทิมิสล้มเหลว “ข้ารับปาก”
อาร์ทิมิสพยักหน้ารับก่อนหายตัวไป
แคทเอนกายลงบนเตียง พลางนึกถึงสิ่งที่เพิ่งรับทราบมา ในด้านหนึ่งหล่อนไม่สงสัยเลยว่าอาร์ทิมิสพูดความจริงเรื่องแผ่นจารึกแห่งดวงชะตา เทพเจ้าวงศ์สุเมเรียนของซินเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา หากจะมีใครสักคนหามันพบและใช้มันได้ คนๆนั้นคือซิน
แต่อาร์ทิมิสก็ยังคงเป็นอาร์ทิมิสอยู่วันยังค่ำ
ซึ่งหมายความว่ายังมีข้อมูลสำคัญๆบางอย่างของเรื่องนี้ขาดหายไป และก่อนที่แคทจะวิ่งโร่ไปไล่ล่าเทพเจ้าอีกองค์หนึ่ง ถึงเป็นเทพตกสวรรค์แล้วก็ตาม หล่อนก็อยากจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาให้มากที่สุด
แคทยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียง เปิดมันออกแล้วดูเวลา เวลาของหล่อนคือตีหนึ่ง แต่ที่มินนิอาโพลิสจะเป็นเที่ยงคืน หล่อนกดปุ่มเลขหกและรอจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงนุ่มๆตอบมา
แคทยิ้มรับน้ำเสียงทักทายของเพื่อนรัก “ไฮ แคสซานดรา เป็นไงกันบ้าง” ครั้งหนึ่งหล่อนเคยทำหน้าที่ผู้คุ้มกันให้แคสซานดราตามบัญชาของอาร์ทิมิส แต่เนื่องจากแคสซานดรากลายเป็นอมตะแล้วและแต่งงานกับวูล์ฟ อดีตดาร์ค-ฮันเตอร์ผู้หนึ่ง แคทจึงได้รับมอบหมายภารกิจอื่น...และจากนั้นก็ถูกแลกตัวไปอยู่ในความดูแลของอโพลิมี เทพีชาวแอตแลนเตียน
กระนั้นแคทก็ยังคงความเป็นมิตรสนิทของแคสซานดราและมักแวะไปเยี่ยมเยือนเพื่อนรักทุกครั้งที่ทำได้
“เฮ้ ยายหนูน้อย” แคสซานดราตอบหัวเราะๆ “เราสบายดีจ้ะ เพิ่งดูหนังกันจบพอดี แต่ฟังจากเสียงเธอแล้ว ฉันบอกได้เลยว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าโทรมาทักทาย”
แคทยิ้มให้กับความช่างรู้ของเพื่อน “โอเค ฉันปิดเธอไม่มิด ที่โทรมานี่มีเหตุอยู่ เธอช่วยไปตามพ่อหนุ่มตัวโตคนนั้นมาคุยกับฉันหน่อยสิ ฉันมีปัญหาเกี่ยวกับดาร์ค-ฮันเตอร์สองสามข้อจะถามเขา”
“ได้เลย รอเดี๋ยวนะ”
แคทยกมือขึ้นเสยลอนผมยุ่งๆในระหว่างที่วูล์ฟมารับโทรศัพท์ ครั้งแรกที่หล่อนเจอวูล์ฟ เขาเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์อยู่ พวกเขาคือผู้ปกป้องที่เป็นอมตะซึ่งให้สัตย์สาบานที่จะรับใช้เทพีอาร์ทิมิสแลกเปลี่ยนกับการได้ล้างแค้น ภารกิจของพวกเขาคือสังหารดีมอนที่เสพกินวิญญาณมนุษย์ และเป็นข้าช่วงใช้ในการปกป้องมนุษยชาติให้แก่อาร์ทิมิสชั่วนิรันดร
แต่วูล์ฟได้รับอนุญาตให้เป็นอิสระและบัดนี้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับภรรยาและลูกชายลูกสาวของเขาในมินนิอาโพลิส เขาจะปราบพวกดีมอนเฉพาะเวลาที่ดาร์ค-ฮันเตอร์ในละแวกที่เขาอาศัยอยู่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเท่านั้น
“เฮ้ แคท อยากคุยกับผมหรือ” แม้ผ่านมาหลายศตวรรษ แต่น้ำเสียงเขาก็ยังคงติดสำเนียงหนักแน่นแบบนอร์ดิก
“ใช่ คุณพอรู้จักดาร์ค-ฮันเตอร์ที่ชื่อซินหรือเปล่า”
“รู้จักอยู่สองคนที่ชื่อนั้น คุณหมายถึงคนไหนล่ะ”
“ชาวสุเมเรียน”
“เทพตกสวรรค์น่ะหรือ”
“ก็คงเขานั่นแหละ”
วูล์ฟถอนหายใจยาวมาจากอีกปลายสาย “ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอก แต่เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเขา พวกเขาพูดกันว่าเขาบ้าสุดๆ”
“พวกเขาน่ะใคร”
“ทุกคน ดาร์ค-ฮันเตอร์ทุกคนที่เคยอยู่ในละแวกเดียวกับเขา กับสไควร์คนไหนก็ตามที่ทำพลาดจนเข้าไปอยู่ในเส้นทางของเขา เขาเป็นไอ้ตัวแสบที่ไม่เคยทนใครใกล้ตัวได้”
อืมม์ ฟังไม่ดีเลย แต่มันก็สอดคล้องกับความกลัวของอาร์ทิมิสพอดี “คุณรู้จักใครที่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวบ้างมั้ย ฉันจะได้โทรไปคุยด้วย”
“แอชไง”
นั่นสินะ แต่ทีนี้มันมีปัญหาอยู่สองข้อน่ะสิ ข้อที่หนึ่ง อาร์ทิมิสจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าแคทเข้าใกล้เทพแอตแลนเตียนผู้นั้น และข้อที่สอง อาร์ทิมิสจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอีกเหมือนกัน ถ้าหล่อนเข้าใกล้เทพแอตแลนเตียนผู้นั้น
“มีใครอื่นอีกมั้ย”
“ไม่มี” วูล์ฟตอบอย่างหนักแน่น “ผมขอพูดซ้ำแล้วกันว่าเขาเป็นคนต่อต้านสังคมอย่างสิ้นเชิงและจะไม่คบค้าสมาคมกับใครเลย พวกเขาว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเคยปล่อยให้ดาร์ค-ฮันเตอร์คนหนึ่งตายในเงื้อมมือของดีมอนตนหนึ่งและหัวเราะร่าในระหว่างที่เขามองดูสิ่งที่เกิดขึ้น คุณล็อกอินเข้าไปในหน้าข่าวสารของเดลี่อินควิซิเตอร์.คอม/บีบีเอส แล้วดูว่าคุณพอจะเจอใครสักคนที่เขาอาจยอมคบค้าใกล้ชิดหรือเปล่า แต่ผมไม่แน่ใจเลย จากข้อมูลอันน้อยนิดเกี่ยวกับเขาที่ผมรู้มา แต่นั่นน่าจะเป็นช่องทางดีที่สุดที่คุณมี”
ยอดมาก ยอดไปเลย “แจ๋วมาก ขอบคุณที่ช่วยนะ ฉันจะปล่อยให้คุณกลับไปดูหนังต่อแล้วกัน พวกคุณดูแลตัวเองดีๆล่ะ”
“คุณก็เหมือนกัน”
แคทวางสาย แล้วหยิบคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปออกมาจากใต้เตียงและลงมือทำตามคำแนะนำของวูล์ฟ แต่หลังจากเข้าไปท่องอยู่ในเว็บไซต์บีบีเอส และหน้าประวัติบุคคลของเว็บไซต์ดาร์ค-ฮันเตอร์.คอม อยู่ราวสองชั่วโมง หล่อนก็ละความพยายาม พวกมันไม่บอกอะไรหล่อนมากไปกว่าซินเป็นคนโดดเดี่ยวและเป็นโรคจิต
ที่แน่ๆคือเขาไม่ได้ออกตามล่าพวกดีมอนด้วยซ้ำ มีอยู่เรื่องหนึ่งบอกว่าเขาเคยเดินผ่านดีมอนกลุ่มหนึ่งในระหว่างที่พวกมันกำลังเสพกินและไม่ทำหน้าบึ้งใส่แม้แต่น้อย และยังมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการที่เขาเผาบาดแผลของตัวเองและก่นด่าสาปแช่งทุกคนที่เข้ามาใกล้เขา
คุณพระช่วย ฟังแล้วยังกับเขาเป็นกระต่ายน้อยขนฟูนุ่มอบอุ่นงั้นแหละ หล่อนแทบอดใจรอเจอเขาไม่ไหว เห็นชัดว่าเขาไม่ใช่คนของประชาชน ซึ่งหล่อนเห็นว่าเหมาะแล้ว การเป็นลูกคนเดียวทำให้หล่อนไม่คุ้นเคยกับการทำตัวดีน่ารักกับคนอื่นเหมือนกัน
ทว่าเรื่องพฤติกรรมการทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บของเขาทำให้หล่อนชักกังวล เขาเป็นสัตว์โลกประเภทไหนจึงได้ทำเช่นนี้กับตนเองอยู่เรื่อยๆ เป็นไปได้ไหมว่าเขาเสียสติเมื่อต้องสูญเสียพลังเทพ หรือเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
หญิงสาวถอนหายใจ ปิดเครื่องแล็ปท็อปและบังคับตนเองให้ลุกขึ้นจากเตียงแสนสบายและแต่งตัวใหม่ ขณะนี้เพิ่งตีสาม...ยังเหลืออีกสองชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งแปลว่าซินอาจตระเวนอยู่ตามท้องถนน เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายขณะที่เขาไม่สนใจกำจัดพวกดีมอนที่เขาจำเป็นจะต้องสังหาร
แคทหลับตาและตั้งสมาธิ จนกระทั่งพบสิ่งที่หล่อนมองหาอยู่...
แก่นตัวตนของซิน
แต่นั่นไม่ใช่ที่ๆหล่อนคาดคิดว่าจะเจอเขาเลย แทนที่จะอยู่ในลาสเวกัส เขากลับอยู่ที่นิวยอร์ก...ในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค หล่อนนิ่วหน้ากับภาพที่เห็นเมื่อหล่อนแฝงกายมาอยู่ในเงามืดในสภาพของร่างเงา จะไม่มีใครมองเห็นหล่อน แต่ถ้าแสงส่องมากระทบตัวหล่อนตรงๆ มันก็จะจับเค้าโครงร่างเรืองแสงของหล่อนได้ ด้วยเหตุนี้หล่อนจึงคอยหลบอยู่แต่ในเงามืด - หลบพ้นจากสายตาและเงื้อมมือของอดีตเทพเจ้าเสียจริต
ข้อมูลจากการค้นคว้าของหล่อนระบุว่า ซินมีฐานที่มั่นอยู่ในลาสเวกัส ออกจากนอกเมืองไปประมาณครึ่งชั่วโมง
แล้วเขามาทำอะไรอยู่ในนิวยอร์กกลางดึกกลางดื่นอย่างนี้ล่ะ
เขามาที่นี่ได้อย่างไรและมาตั้งแต่เมื่อไร
แต่นั่นไม่สลักสำคัญจริงจังนัก ที่สำคัญคือท่าทางที่เขาเดินผ่านบริเวณซึ่งมีแสงสว่างสลัวๆของสวนต่างหาก หากใช้คำว่า ‘ย่องตามล่า’ น่าจะเหมาะสมกว่า เขามีท่าทางเหมือนสัตว์ป่ากระหายเลือดที่ย่องลัดเลาะตามกลิ่นเหยื่อไม่มีผิด ศีรษะของเขาก้มต่ำ สายตาแทบไม่เลื่อนสอดส่ายเมื่อเขามองปราดไปทั่วบริเวณรอบตัว เขาซ่อนกายอยู่ในเสื้อโค้ตหนังสีดำยาวที่ขยับแยกและกระพือพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหว เขามีรูปลักษณ์ที่น่าชมมาก แผงไหล่กว้าง ลอนผมดำขลับราวกับนิลตัดสั้นลงมาปรกเพียงคอปกเสื้อ นัยน์ตาของเขาไม่เป็นสีดำเหมือนนัยน์ตาดาร์ค-ฮันเตอร์ทั้งหลาย มันเป็นสีน้ำตาลทอง - เหมือนสีดวงตาของสิงโต สีบุษราคัม และใสกระจ่างดั่งก้อนน้ำแข็งเมื่อทาบอยู่กับผิวกายสีน้ำตาลเข้ม
ใบหน้าเขางดงามสมบูรณ์แบบ แต่เนื่องจากเขามีชาติกำเนิดเป็นเทพ จึงคาดหมายได้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ ราวกับมีการตราไว้เป็นกฎไว้ว่าผู้เป็นเทพย่อมไม่ใช่ผู้คนที่อัปลักษณ์ และต่อให้พวกเขาอัปลักษณ์ พวกเขาก็มักใช้พลังเทพของพวกเขาแก้ไขรูปร่างหน้าตาใหม่ เรื่องความทะนงตัวของเทพนั้นก็ดูน่ารำคาญเป็นบางครั้ง
อายุของเขาดูไม่มากกว่าวัยสามสิบปีกลางๆ ซินเคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียว มีความผึ่งผายสง่างามอย่างที่กาลเวลาทำอะไรกับเขาไม่ได้ ปีกคิ้วสีดำขมวดเข้าหากันจนดูเป็นสีหน้าดุกระด้าง และมีไรเคราที่ไม่ได้โกนอย่างน้อยสองวันขึ้นครึ้มอยู่ที่สองข้างแก้ม
เขางดงามคมสันอย่างแท้จริง และเจ้าความรู้สึกส่วนหนึ่งในตัวที่แคทไม่รู้จักดีนักมันก็ช่างไปสังเกตเห็นมาดผู้ชายชาตรีที่น่ากลัวของเขา อะไรบางอย่างในท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนดื่มไวน์แรงๆร้อนซ่านเข้าไป มันทำให้หล่อนพร่าพรายและตะลึงงัน
ทำให้หล่อนอยากจะยื่นมือไปแตะต้องเขา ทั้งๆที่รู้ว่าเขาจะฆ่าหล่อนทันทีที่เขาสบโอกาส เขามีพลังสะกดจิตใจและชวนให้หลงใหลใคร่มอง
จู่ๆเขาก็หยุดกึกและเอียงศีรษะมายังทิศทางที่หล่อนซ่อนกายอยู่ แคทกลั้นหายใจทันทีขณะที่ความไม่สบายใจอย่างแรงแทงแปลบขึ้นในหัวใจ เขาได้ยินเสียงหล่อนหรือ เขารู้สึกถึงหล่อนได้ใช่ไหม เขาไม่ควรจะสามารถขนาดนั้นนี่นา แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง...หรืออย่างน้อยก็เคยเป็นเทพ
บางทีเขาอาจยังมีพลังอำนาจเช่นนั้นอยู่
แต่ทันทีที่เห็นเงาการเคลื่อนไหวทางซ้ายของหล่อน แคทก็ตระหนักว่าเขาหาได้เพ่งความสนใจมาที่ร่างเงาของหล่อนไม่ ความสนใจของเขาตรึงอยู่ที่หมู่ไม้เบื้องหน้าหล่อน และไม่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นคืออะไร พวกมันกำลังกระซิบกระซาบกันด้วยภาษาที่หล่อนไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำเสียงของมันแผ่วต่ำ ฟังบาดหูเหมือนเสียงเครื่องกรอฟันผสมเสียงกรีดแหลมที่ได้ยินแล้วหนาวเยือกถึงกระดูก
“เออร์กูตู” ซินกระซิบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นด้วยพลัง แล้วสะบัดเสื้อโค้ตหนังพ้นจากบ่าด้วยการเคลื่อนไหวที่พลิ้วคล่อง เผยให้เห็นเรือนกายที่แกร่งกร้าวด้วยพลังอำนาจจนหล่อนสะท้านเยือกไปทั้งตัวได้จริงๆ
เขาใส่เสื้อยืดแขนกุดสีดำ กางเกงหนังสีดำ และรองเท้าบู๊ตแบบนักขี่จักรยานยนต์ที่มีสายรัดคาด ทว่าสิ่งที่เห็นได้เด่นชัดยิ่งกว่าลอนกล้ามนูนงามของเขาคือแถบชุดมีดสั้นที่คาดติดกับช่วงต้นแขนและด้ามกริชโบราณที่โผล่มาจากขอบรองเท้าบู๊ตข้างซ้าย ที่ท่อนแขนทั้งสองของเขามีเกราะสีเงินสวมทับ และในขณะที่เขาก้าวตรงมาที่เงามืด เขาก็คลายเส้นเชือกยาวออกจากข้อมือขวา แต่ละปลายของเส้นเชือกนั้นมีลูกโลหะขนาดเท่าลูกกอล์ฟติดอยู่ ลูกตุ้มทั้งสองส่องประกายวาบอยู่กลางแสงไฟและกระทบกันเสียงกริ๊กๆในจังหวะที่เขาเดิน
เห็นชัดว่าเขาติดอาวุธพร้อมรบ แต่ไม่มีดีมอนอยู่ที่ไหนใกล้ๆนั้นเลย ถ้ามีพวกดีมอนอยู่ หล่อนจะรู้สึกถึงพวกนั้นได้
และเสียงกระซิบแปลกๆนั้นยังคงดำเนินต่อไป
แคทย่องเลาะผ่านต้นไม้ พยายามตามดูว่าเขามุ่งหน้าไปที่ไหน
จู่ๆอะไรบางอย่างก็พุ่งเข้าใส่ศีรษะของซินอย่างไม่มีการเตือนล่วงหน้า เขาก้มหลบมันแล้วลุกขึ้นยืน พร้อมกับเหวี่ยงเชือกติดลูกตุ้มวนเป็นวงกลมอยู่เหนือหัวแบบเดียวกับที่คาวบอยเหวี่ยงบ่วงบาศ ลูกตุ้มเสียดสีอากาศเสียงเฟี้ยวฟ้าวครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะปล่อยมันบินพุ่งเข้าไปในพงไม้
เสียงกรีดแหลมสูงดังกังวานขึ้นกลางราตรี
แคทชะงักนิ่งเมื่อเห็นสิ่งที่เป็นต้นเสียง ตอนแรกก็ดูเป็นมนุษย์ผู้หญิงร่างเล็กน่ารักธรรมดาๆ จนกระทั่งเมื่อเจ้าหล่อนอ้าปากให้เห็นฟันแหลมหยักเหมือนฟันเลื่อยสองแถวซ้อน แต่สิ่งที่น่าสยองกว่าคมเขี้ยวที่เหมือนฟันเลื่อยคือเลือดซึ่งหยดย้อยอยู่ตรงคางของหล่อน ดวงตาของสัตว์โลกชนิดนี้แดงก่ำเหมือนโลหิตมนุษย์ไม่มีผิด
และหล่อนไม่ได้อยู่ตามลำพัง พวกมันมีด้วยกันทั้งหมดสามคน - มีผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายเตี้ยล่ำอีกสองคน แคทไม่เคยเห็นอะไรอย่างพวกมันมาก่อน แม้อยู่ในร่างมนุษย์ แต่พวกมันไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์แต่อย่างใด พวกมันสื่อสารกันด้วยภาษาเสียงบาดหูสูงๆต่ำๆนั้น
พวกมันพุ่งเข้าใส่ซินพร้อมๆกัน เขาก้มหลบและส่งไอ้ตัวแรกที่เข้าถึงตัวเขาตีลังกาข้ามไปข้างหลัง เขาชักกริชขึ้นจากรองเท้าบู๊ตอย่างปราดเปรียวว่องไวและตวัดคมกริชใส่เพศผู้ตัวที่สอง ปีศาจตนนั้นคว้าแขนเขาได้และฝังคมเขี้ยวลงบนมือของซิน
ซินสบถ แล้วตีเข่าเข้าที่ท้องมันก่อนจะหันขวับไปรับมือกับคนผู้หญิง ปีศาจสตรีรายนั้นผงะหนีก่อนที่คมกริชของเขาจะเฉือนหอคอยหล่อน
ผู้ชายรายแรกยันตัวขึ้นและพุ่งเข้าใส่หลังของซิน เขาหันกลับแล้วล้มตัวลงกับพื้นทำให้ปีศาจตนนั้นล้มไปใส่วงแขนของเจ้าตัวที่กัดเขา ซินคลายเส้นเชือกจากแขนซ้าย แล้วลุกขึ้นยืนและใช้มันรัดคอตัวผู้หญิง หล่อนร้องเสียงแหลมปรี๊ดก่อนหัวกระเด็นหลุดจากตัว
แคทเบือนหน้าหนี ภาพที่เห็นทำให้ขนลุกเกรียว น้ำดีขมๆเอ่อขึ้นมาในลำคอ
ปีศาจสองตัวที่เหลือร้องเสียงแหลม แล้ววิ่งหนี ซินยกแขนขึ้นไขว้เหนือแผ่นอก กระชากมีดจากต้นแขนทั้งสองปาตรงไปที่หลังสัตว์ร้ายสองตัวที่กำลังวิ่งเตลิด มีดพุ่งปักฐานกระดูกสันหลังของพวกมันแม่นเหมือนจับวาง พวกมันล้มลงทันที ดิ้นบิดเร่าๆและกรีดร้องทุรนทุราย
หลังจากแผดเสียงแหลมครั้งสุดท้าย พวกมันก็แน่นิ่งไป แต่ยังคงร้องครวญคราง
แคทสยองสุดขีดกับสิ่งที่เห็นคาตา มันช่างน่าสยดสยองและทารุณโหดร้าย แถมยังบอกได้เลยว่ามันทำให้ซินสะใจเกินกว่าที่ควรจะเป็น ราวกับเขาภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสให้พวกมัน
เขาเป็นไอ้บ้าโรคจิตชัดๆ
ซินมองดูชายทั้งสองอยู่ครู่สั้นๆ ก่อนย้อนกลับไปตรวจดูมนุษย์ที่ถูกพวกมันกินอยู่ แต่ก็สายเกินว่าจะช่วยเหลือผู้หญิงคนนั้นแล้ว แม้แคทยืนดูจากที่ไกลๆ แต่หล่อนบอกได้ว่ามนุษย์ผู้นั้นตายแล้ว ดวงตาของหล่อนเหลือกลานขึ้นไปมองท้องฟ้าพร่างดาว ทั่วร่างกายเสียหายยับเยินจากฝีมือพวกมัน
ผู้หญิงที่น่าสงสาร
ใบหน้าของซินเคร่งขรึม เขาลูบมือปิดนัยน์ตาให้ผู้หญิงคนนั้นและกระซิบคำสวดเป็นภาษาสุเมเรียนเก่าแก่ ช่วยส่งวิญญาณหล่อนไปสู่สุคติ แม้ชีวิตหล่อนต้องปลิดปลงอย่างทารุณโหดร้าย แคทประหลาดใจในการกระทำของเขา มันช่างขัดแย้งกับทุกอย่างที่หล่อนเห็นผู้ชายคนนี้ทำเมื่อครู่ก่อนหน้าเป็นที่สุด
อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่หล่อนคิด จนกระทั่งเมื่อเขาชักมีดเล่มหนึ่งขึ้นจากหลังของปีศาจตนหนึ่ง เขาใช้มือขวาสร้างลูกไฟขึ้นมา ใช้ไฟนั้นเผาคมมีดจนมันร้อนโชน แล้วกดมีดร้อนแดงนั้นลงบนแผลถูกกัดที่หลังมือเขา แคทสะดุ้งเฮือก นึกเจ็บปวดแทนแม้ว่าเขาจะไม่แสดงอาการใดออกมาแม้แต่น้อย
ทว่าเขาเพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ขบกรามแน่นเขม็ง ขณะที่กลิ่นเนื้อไหม้ทำให้หล่อนคลื่นไส้
แต่เขาไม่หยุดแค่นั้น ทันทีที่บาดแผลของเขาไหม้จนเลือดหยุดแล้ว เขาก็หันกลับไปทางมนุษย์ผู้หญิงคนนั้นและตัดหัวหล่อนออกจากร่างอย่างไร้ปรานี แคทสยองขวัญจนสะดุ้งเยือก
เขาเป็นบ้าไปแล้ว...
ไม่มีคำอธิบายอื่นใดอีก ไม่อย่างนั้นเขาทำเช่นนี้กับเหยื่อผู้น่าสงสารทำไม มันไม่สมเหตุสมผลเลย
และเขายังไม่หยุดแค่นั้น เขาย้อนกลับไปตัวหัวปีศาจชายทั้งสองก่อนจะลากศพทั้งหมดมากองรวมกันและเผาทิ้ง ใบหน้าของเขากร้าวกระด้างในระหว่างที่ดูพวกมันมอดไหม้ แสงไฟเรืองจับสีหน้าเย็นชาและไร้ความรู้สึกนั้น นัยน์ตาเขาเป็นเงาเข้มแสง มันทำให้เขาดูเหมือนปีศาจยิ่งกว่าพวกปีศาจที่เขาเพิ่งฆ่า
ตลอดเวลานั้นเขามิได้แสดงความสงสารหรือเอ่ยวาจาใดๆแม้แต่คำเดียว หรือแม้กระทั่งความเห็นอกเห็นใจใด
ทันทีที่ศพไหม้จนหมดสิ้น ซินก็ใช้หัวรองเท้าเกลี่ยเถ้าถ่านไปทั่วจนไม่มีร่องรอยของพวกมันหลงเหลือ จะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้น
แคทรู้สึกแย่เอามากๆ ผู้ชายคนนี้ได้รับอนุญาตให้สำแดงความเหี้ยมเกรียมขนาดนี้ได้อย่างไร แอชรอนไม่รู้สิ่งที่ซินทำลงไปในยามค่ำคืนเลยหรือ ไม่รู้หรือว่าเขากระทำการหยาบหยามต่อศพมนุษย์ หล่อนไม่คิดว่าแอชรอนจะอภัยให้กับพฤติกรรมน่าตกใจถึงเพียงนี้ได้ มันไม่ใช่นิสัยของเขา เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่นิสัยของหล่อน
บางที นี่อาจเป็นครั้งหนึ่งที่อาร์ทิมิสพูดถูกต้อง คนอย่างซินไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่ในโลก เขาอันตรายเกินไป
แต่ก่อนที่แคทจะปล่อยลำแสงพิฆาตไปจู่โจมเขา หล่อนจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าเขามีพลังอำนาจมากแค่ไหน เท่าที่หล่อนเพิ่งเห็นมา เขาสามารถควบคุมไฟได้และเขาเก่งฉกาจในการใช้อาวุธต่างๆและการต่อสู้ด้วยมือเปล่า
การกำจัดเขายังเป็นปัญหาอยู่ บางทีการทำให้หมดสภาพอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หล่อนสามารถทำให้เขาหลับใหลเพื่อจะได้ไม่ทำร้ายใครอีก - มันก็เหมือนตายนั่นแหละ เพียงแต่เขายังคงมีชีวิตอยู่ ใช่แล้ว นั่นอาจจะเป็นวิธีดีที่สุดสำหรับหล่อน แทนการฆ่าเขาทิ้งไปเลย
และในระหว่างที่หล่อนมัวครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับเขาดี ซินก็เดินตรงไปที่เสื้อโค้ตของเขา หยิบมันขึ้นมาสวมอย่างสง่างามและหายตัวไปในสายหมอกลอยอ้อยอิ่ง
บ้าชะมัด!
แคทหลับตา พยายามเสาะหาที่อยู่ของเขาอีกครั้งเพื่อจะไปจัดการภารกิจให้ลุล่วง
แต่หล่อนไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีร่องรอยของเขาอยู่ที่ไหนทั้งสิ้น
หญิงสาวนิ่วหน้า มันเป็นไปได้อย่างไร เขาต้องมีแก่นตัวตนสิ และปกติแล้วแก่นตัวตนจะถูกทิ้งไว้เสมือนนามบัตรแทนตัว หล่อนพยายามค้นหาที่อยู่ของเขาอีกครั้ง และอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จ มันราวกับจู่ๆเขาก็ไม่ได้อยู่บนส่วนใดของพื้นพิภพอีกแล้ว หล่อนไม่รู้จริงๆว่าเขาไปที่ไหน
เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับหล่อนมาก่อน
“คุณอยู่ไหนนะ ซิน”
แต่คำถามที่แท้จริงไม่ใช่เขาอยู่ที่ไหน หากแต่เป็นเขากำลังทำอะไร...
บทที่ 2
ซินหายตัวกลับมาที่ห้องพักในโรงแรม เขาจะหายตัวกลับไปที่บ้านเลยก็ได้ แต่ยังไม่ต้องการให้คิชหรือเดเมียนมารบกวนในเวลานี้ เขาต้องการที่ว่างและอยากอยู่คนเดียวสักพักเพื่อทำใจให้พร้อมกับสิ่งที่เขาต้องทำ
ร่างกายเขาชุ่มไปด้วยโลหิต และถึงแม้ครั้งหนึ่งเขาเคยเบิกบานกับมัน เมื่อวันเวลาในอดีต แต่บัดนี้เขาเหนื่อยหน่ายการสู้รบที่ไม่มีวันจบสิ้น เบื่อการต่อสู้ในสงครามที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะไม่มีวันได้ชัยชนะอย่างแท้จริง
มีเลือดของเพียงผู้เดียวที่ซินอยากให้มาเปื้อนมือ บุคคลเดียวที่ซินจะสาแก่ใจเมื่อโลหิตของผู้นั้นอาบเหนียวอยู่บนผิวกายเขา
อาร์ทิมิส
ความคิดที่ว่าจะได้บั่นหัวนางออกจากร่าง จุดรอยยิ้มบนใบหน้าเขาขณะที่เดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำฝักบัวร้อนๆให้นานๆ
หลังจากเปิดน้ำ เขาก็หย่อนอาวุธทั้งหลายลงกับพื้น ส่งเสียงดังเคร้งหนักๆ แล้วถอดเสื้อผ้าออกในระหว่างที่รอให้น้ำร้อน ทันทีที่มันร้อนจัด เขาก็ก้าวเข้าไปใต้นั้นและปล่อยให้น้ำชำระล้างตัวจนสะอาด การต่อสู้ทำให้เขาอ่อนล้าและมอมแมมไปด้วยเหงื่อและเลือด - ทั้งเลือดของเขาและของพวกมัน ซินก้มศีรษะ มองดูธารโลหิตไหลหลุดจากผิวกายลงไปสู่แผ่นกระเบื้องปูพื้นก่อนจะไหลวนลงท่อน้ำทิ้งไป
น้ำร้อนๆช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ปวดระบมของเขาได้ดี แต่ไม่อาจคลายปัญหาต่างๆที่รุมเร้าอยู่ในใจเขาได้
เดอะเคอเรียหรือวันคิดบัญชีแค้นที่บางคนเรียกกันกำลังจะมาถึง เขายังจะต้องค้นหาเดอะฮายาร์ เบดร์หรือจันทราที่ถูกทอดทิ้ง ให้พบก่อนที่พวกผีร้ายกัลลูเจอและทำลายเขา เมื่อปราศจากจันทราผู้นั้น ซินก็ไม่มีโอกาสจะต่อสู้สกัดกั้นให้พวกมันถอยกลับไปได้เลย
ต่อให้เขามีจันทราผู้นั้นอยู่ก็ใช่ว่าจะชนะ แต่การมีความหวังแม้เพียงน้อยนิดก็ย่อมดีกว่าไม่มีหวังเสียเลย
ซินขบฟันแน่นเมื่อนึกเห็นภาพของเคอเรียอยู่ในใจ ในเวลาเที่ยงคืนของวันก่อนขึ้นปีใหม่ ขณะที่ผู้คนเบิกบานกับการเฉลิมฉลอง ปีศาจดิมมีทั้งเจ็ดตนที่เทพเจ้าอนูสร้างขึ้นเพื่อลงทัณฑ์เทพเจ้าชาวสุเมเรียนทั้งหลายจะได้รับอิสรภาพ บุคคลเดียวที่สามารถต่อสู้กับพวกมันได้คือซิน และเนื่องจากเขาไม่มีพลังอำนาจของเทพเจ้าอีกแล้ว เขาจึงหมดหวังที่จะปราบพวกดิมมีลงได้
ขอปวงเทพเจ้า ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ จงเมตตาพวกเขาทั้งหลายด้วยเถิด
“ให้ตายสิ อาร์ทิมิส” เขาคำราม นังตัวแสบงี่เง่า เพราะการกระทำที่เห็นแก่ตัวเพียงครั้งเดียว นางได้ก่อหายนะร้ายให้ทุกๆคน และนางไม่สนใจไยดีด้วยซ้ำ นางคิดว่าความเป็นเทพของนางจะปกป้องนางจากเหล่าปีศาจร้ายที่จะมาได้
นางช่างโง่เขลานัก
แล้วเจ้าจะไปเสียเวลาด้วยทำไม การต่อสู้จะยืดเวลาความตายของเขาออกไปได้ แต่ไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะยืนนิ่งเฉยเมื่อผู้คนบริสุทธิ์ถูกเข่นฆ่า ไม่ทำอะไรเลยในขณะที่โลกกำลังถูกรุกรานและทำลาย ไม่ละ เขารบรากับปีศาจกัลลูมานานหลายศตวรรษเกินกว่าจะยอมมอบโลกให้พวกมันไปโดยไม่กำจัดพวกมันทิ้งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มันเป็นการฆ่าที่หนักหนาสาหัส แต่ปีศาจดิมมี...
พวกมันจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆและหัวเราะร่าในขณะที่ทำเช่นนั้น
ซินถอนหายใจ แล้วปิดน้ำและยื่นมือไปหยิบผ้าเช็ดตัว เขาชะงักเมื่อเห็นรอยแผลเป็นล่าสุดบนหลังมือ ไอ้พวกเวรตะไล ปีศาจกัลลูไม่เหมือนพวกดีมอนที่ถูกเทพเจ้าอพอลโลของกรีกสาปแช่งให้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการขโมยเสพกินวิญญาณมนุษย์ แต่พวกกัลลูสามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นหนึ่งในพวกมันได้ พิษร้ายจากการกัดของพวกมันติดเชื้อได้แม้แต่กับซิน และจะทำให้เขากลายเป็นปีศาจเหมือนพวกมัน เขาจึงต้องเผาทำลายพิษของพวกมันออกจากตัวทุกครั้งที่พวกมันรุกล้ำเข้ามาในร่างกาย มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องตัดหัวพวกมันทิ้งและเผาทำลายศพให้สิ้นซากเพื่อความแน่ใจ นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำลายพิษร้ายและป้องกันไม่ให้พวกมันคืนชีพขึ้นมาอีก
พวกมันแพร่พันธุ์ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ กัดคำเดียว แลกเปลี่ยนเลือดครั้งเดียว...พวกมันต้องทำแค่นั้น พวกมันไม่จำเป็นต้องฆ่ามนุษย์เพื่อเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นปีศาจร้าย แต่พวกกัลลูสนุกกับการเข่นฆ่ามากจนมักจะกระทำมันอย่างไร้เหตุผลและเพื่อความเริงใจ ทันทีที่ติดเชื้อร้ายแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะสูญเสียการควบคุมตัวให้กับพวกกัลลูอย่างรวดเร็ว พวกมันจะสั่งการให้มนุษย์ผู้นั้นทำทุกอย่างที่พวกมันต้องการได้ จากนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็จะกลายเป็นทาสโลหิตที่ไร้ความคิดจิตใจของพวกมัน
หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น
เมื่อหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีล่วงมาแล้ว เคยมีกลุ่มนักรบซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเทพเจ้าสุเมเรียนและผ่านการฝึกฝนเพื่อต่อสู้กับพวกกัลลู เมื่อจำนวนนักรบเหล่านั้นลดน้อยลงจนไม่มีเหลือ ซินกับลูกสาวของเขาและน้องชายจึงได้วางกับดักพวกกัลลูเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันใช้มวลมนุษย์เป็นเหยื่อ แต่เมื่อกาลเวลานั้นสิ้นสุดลง และภายหลังจากการเสียชีวิตของปวงเทพวงศ์สุเมเรียน พวกกัลลูก็เริ่มหาทางออกจากที่คุมขังจนได้ พวกมันเฉลียวฉลาดขึ้นและจัดเตรียมการเก่งขึ้น
ขณะนี้พวกมันพยายามจะตามหาวัตถุวิเศษที่น้องชายของซินนำไปเก็บซ่อนไว้เพื่อจะนำมาใช้ปลุกพวกดิมมี โดยหวังว่าพวกดิมมีจะให้รางวัลแก่ความจงรักภักดีของพวกมัน และพวกดิมมีก็อาจจะให้จริงๆ
ใช่แล้ว ภายในเวลาสามสัปดาห์ มันจะกลายเป็นหายนะอย่างสุดขั้ว หากคุณเป็นมนุษย์
ซินใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดผมให้แห้ง ไม่มีประโยชน์ที่จะนึกถึงมันในคืนนี้ เขาได้แผ่นจารึกแห่งดวงชะตามาแล้ว พรุ่งนี้เขาจะค้นหาจันทรา จนกว่าจะถึงเวลานั้น เขาจำเป็นต้องนอนพักผ่อนสักสองสามชั่วโมง
ชายหนุ่มสอดเรือนกายเปลือยหมดจดลงบนเตียง และพยายามขับไล่เหตุการณ์ทั้งหมดในคืนนี้ออกไปจากความคิด แต่มันไร้ผล เขายังคงเห็นภาพพวกกัลลูรวบรวมไพร่พล เห็นพวกมันเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นสัตว์ร้ายเหมือนพวกมัน ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกมันก็จะครอบครองโลกได้ แม่จะหันไปทำร้ายลูก น้องชายทำร้ายพี่ชาย พวกมันคือความกระหายเลือดที่ไม่รู้จักอิ่มเอม พวกมันเป็นอาวุธร้าย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีถูกสร้างมาเพื่อต่อสู้กับศัตรูของปวงเทพเจ้าสุเมเรียน
พูดให้ชัดเจนก็คือพวกมันถูกสร้างมาเพื่อต่อสู้กับปีศาจแครอนต์ ซึ่งบิดาของซินเชื่อว่าสักวันหนึ่งพวกมันจะทำลายพวกเขาจนหมดสิ้น สิ่งที่เทพเจ้าสุเมเรียนทั้งหลายไม่มีญาณหยั่งรู้ได้คือวันที่แอตแลน-ติสถูกทำลายและปีศาจแครอนต์ของแอตแลนเตียนก็ถูกทำลายไปพร้อมกับดินแดนนั้น เมื่อไม่มีปีศาจอื่นๆมาคอยถ่วงดุล พวกกัลลูจึงหันไปให้ความสนใจและกัดกินพวกมนุษย์
พวกมันพร่าผลาญผู้คนไปหลายเมือง ก่อนที่ซิน อิชตาร์ และซาการ์ควบคุมพวกมันไว้ได้ ซินยังคงเห็นร่างของพวกมนุษย์ที่ถูกสังหารกลายเป็นผีดิบลุกขึ้นมาต่อสู้
แต่ที่ยิ่งกว่านั้น เขามองเห็นลูกๆของเขาเองหันมาเล่นงานเขา...
ซินครางลึกขณะขับไล่ความทรงจำเหล่านั้นออกไป พวกมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากทำร้ายเขาเป็นแผลลึกยิ่งขึ้น เขามีบาดแผลลึกอยู่มากพอแล้ว อดีตที่แล้วต้องให้แล้วไป
เขาจะต้องต่อสู้เพื่ออนาคต และต้องการพละกำลังทั้งหมดเพื่อใช้ในการต่อสู้ ชายหนุ่มหลับตา บังคับตนเองไม่ให้คิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ให้รู้สึกใดๆเลย เขาจะไม่ยอมให้สิ่งไม่สำคัญอย่างความแค้นหรือความเกลียดชังมาลดทอนสติปัญญาและกำลังของเขาไม่ได้ เขายังมีเรื่องมากมายที่จะต้องกระทำ
แคทตระเวนไปตามถนนสายต่างๆของนิวยอร์ก พยายามเสาะหาร่องรอยของซิน เขาอาจไม่อยู่ในเมืองนี้แล้วก็ได้ แต่เนื่องจากเขาอยู่ที่นี่เมื่อคืนวาน ตรงนี้จึงเป็นบริเวณที่เหมาะแก่การค้นหาเขามากที่สุด สายลมหนาวเย็นกรีดผ่านร่างหล่อนในขณะที่เดินเข้าไปในย่านที่มีผู้คนแออัดช่วงวันหยุด
ที่จริงแล้วหล่อนชอบมาเที่ยวนิวยอร์กในช่วงคริสต์มาส หล่อนเข้าใจได้ดีว่าไฉนพ่อของหล่อนจึงชอบมาอยู่ที่เมืองนี้ในช่วงเวลานี้ของปี จริงอยู่ว่าอากาศหนาวจัด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเมื่อผู้คนรีบรุดไปมาตามถนนสายต่างๆ จับจ่ายสินค้า ทำงาน และดำรงชีวิต
สิ่งที่หล่อนชอบที่สุดคือการประดับประดาที่หน้าร้านรวงต่างๆ และแนวคิดสนุกๆที่พวกเขานำมาใช้ในการตกแต่ง พวกมันสวยงามยอดเยี่ยมและกระตุ้นความเป็นเด็กในตัวหล่อนให้ออกมาเต้นโลด โดยเฉพาะเมื่อหล่อนเห็นเด็กๆร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างดีอกดีใจขณะที่ชี้มือไปที่หน้าร้านใดร้านหนึ่งก่อนจะรีบวิ่งไปที่ร้านถัดไป เบียดแทรกอยู่ตามกลุ่มผู้ใหญ่
แคทไม่เคยได้เป็นอิสระเบิกบานอย่างนี้เลย แม้หล่อนมีที่อยู่ที่กิน แต่วัยเยาว์ของหล่อนไม่เคยใสบริสุทธิ์ผุดผ่อง หล่อนต้องพบเห็นสิ่งต่างๆที่เด็กไม่ควรต้องเห็น และต่อให้พยายามที่จะไม่ชิงชังขมขื่น แต่มันก็ไม่ง่ายเลย
ทว่าเด็กๆเหล่านี้ได้หัวเราะและเริงร่า...เด็กๆผู้ไม่รู้ว่าโลกนี้สามารถจะอัปลักษณ์น่าชิงชังได้มากเพียงไหน - พวกเขาคือผู้คนที่หล่อนต่อสู้เพื่อปกป้อง และเด็กๆเหล่านี้คือสาเหตุที่หล่อนต้องตามหาซินให้พบและหยุดยั้งเขา เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ล่าคนเหล่านี้เป็นเหยื่อ
ไม่มีทางเด็ดขาด หลังจากสิ่งที่เขาทำกับผู้หญิงที่น่าสงสารเมื่อคืนวาน แคทยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เขาทำลายศพมนุษย์คนนั้นจนสิ้นซากทำไม มันกระทบใจแคทอย่างรุนแรงที่หล่อนไม่อาจทำอะไรได้เลย นอกจากเจ็บปวดแทนผู้หญิงคนนั้นและครอบครัวที่จะไม่มีวันรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหล่อน
มันช่างชั่วร้ายและน่าชิงชังยิ่งนัก ที่ยิ่งกว่านั้นมันเป็นสิ่งผิด
เมื่อแคทหยุดเดินเพื่อให้เด็กหญิงตัวน้อยๆคนหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป ผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่งก็ผลักหล่อนจากข้างหลัง แคทหันไปทำหน้าบึ้งใส่เมื่อเขาเดินผ่านหล่อนไป เขาพูดอะไรงึมงำกับตัวเอง แล้วมองปราดไปที่เด็กคนนั้นและส่งเสียงคำรามฟ่อเหมือนแมว แล้วเขาก็จ้องเขม็งไปที่เด็กอย่างมาดหมาย...เหมือนสัตว์ร้ายคิดจะขย้ำสมันน้อย
แต่พอเขายื่นมือไปที่เด็กคนนั้น แม่ของเด็กก็คว้าตัวลูกสาวกลับมาและดุลูกที่วิ่งหนีมา
ผู้ชายคนนั้นหันขวับมาด้วยสีหน้ากระหายหิวที่ทำให้เลือดในกายแคทเย็นเฉียบ มันผิดธรรมชาติเอามากๆ ที่หนักกว่านั้นคือประกายแดงวาบในดวงตาของเขาบอกให้รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์
หล่อนไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
เขาแค่นเสียงส่งท้าย ทำท่าเหมือนเปลี่ยนใจไม่คิดจะจู่โจมแม่ลูกคู่นั้น ก่อนที่เขาจะออกเดินต่อไป
ด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้และเจตนาของเขา แคทจึงลอบติดตามไป นี่ถ้าไม่ใช่ตอนกลางวันที่ฟ้าสว่างแดดใส หล่อนต้องคิดว่าเขาเป็นดีมอนตนหนึ่งที่พยายามจะหาวิญญาณมนุษย์มาต่อชีพอย่างแน่นอน แต่ด้วยคำสาปของอพอลโล ไม่มีดีมอนรายใดจะอยู่กลางแสงแดดได้นานขนาดนี้ ถ้าขืนทำแบบนั้น พวกเขาจะมอดไหม้เป็นผุยผง
ถ้างั้นเขาเป็นอะไรล่ะ
ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาอยู่ในสังกัดของเทพเจ้าสำนักไหน ถ้าเขาไม่ใช่มนุษย์และไม่เป็นดีมอน จะต้องมีเทพเจ้าบางองค์สร้างเขาขึ้นมา คำถามคือสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร
แคทปล่อยพลังออกไปตรวจสอบ แต่ทั้งหมดที่หล่อนรู้สึกได้คือเขามีวิญญาณของมนุษย์และกำลังโกรธจัดเมื่อเขาเดินปึงปังออกไป
บางทีเขาอาจเป็นแค่คนวิกลจริต...
เขาจ้ำพรวดๆไปที่ถนนเส้นข้างที่ซึ่งไม่มีผู้คนเดิน บางอย่างในตัวบอกให้หล่อนเลิกสนใจเขาและออกตามหาซินต่อ
แต่แคทไม่เลิก หล่อนไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้อะไรแบบนี้ผ่านไปเฉยๆ ถ้าผู้ชายคนนี้คิดจะทำสิ่งเลวร้าย หล่อนก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จะหยุดเขาได้ แคทไม่เคยมีนิสัยเหมือนแม่ หล่อนไม่เคยละเลยกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของผู้คน ในเมื่อหล่อนสามารถยุติมันได้
ดังนั้นแทนที่จะเดินจากไป หล่อนจึงตามผู้ชายคนนั้นเข้าไปในเส้นทางที่ไร้ผู้คน หล่อนเดินไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็หันขวับมาทางหล่อนและคำรามอย่างดุดัน
คราวนี้ดวงตาเขาเป็นสีแดงโชนเวียนวนอยู่รอบม่านตาสีดำ เขาอ้าปาก ให้เห็นเขี้ยวแหลมๆซ้อนกันสองแถว ก่อนที่เขาคว้าไหล่หล่อนแล้วเหวี่ยงตัวไปกระแทกกำแพงอิฐ
แคทตกตะลึงกับการจู่โจมและรูปลักษณ์ของเขา หล่อนเหวี่ยงมือจะตอบโต้ แต่เขาคว้ามือหล่อนไว้ แล้วขยุ้มคอหอยและผลักหล่อนชนผนังด้วยพละกำลังที่มากล้น กระแทกจนหล่อนเจ็บร้าวถึงไขกระดูก หากแคทเป็นมนุษย์ ป่านนี้คงโดนกระแทกจนหมดสติหรือตาย
ก็อย่างที่บอก มันเจ็บเป็นบ้า - และทำให้หล่อนโกรธสุดๆ
“แกเป็นอะไร” หล่อนถาม
เขาไม่ตอบเมื่อชูร่างหล่อนขึ้นสูง – เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยในเมื่อหล่อนตัวสูงถึงหกฟุตสี่นิ้วและแข็งแกร่งทั้งตัว - แล้วโยนหล่อนเข้าใส่รถคันหนึ่งที่จอดอยู่ แคทลอยไปกระแทกฝากระโปรงรถอย่างแรงจนมันงอยุบและสลักล็อคเปิดออก กระจกหน้ารถแตกละเอียดอยู่ใต้ร่างขณะที่สัญญาณกันขโมยส่งเสียงลั่น แคทหายใจแทบไม่ออก ได้ลิ้มรสเลือดในปากตนเอง ความเจ็บปวดกรีดแทงทั่วกาย
หล่อนพยายามจะขยับ แต่แขนหักและดูเหมือนจะติดอยู่ในรอยแตกของกระจกหน้ารถ ผู้ชายคนนั้นย่างสามขุมเข้ามาหาหล่อนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ทันทีที่มันเข้าถึงตัว หล่อนก็เห็นอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากตึกที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแถบสีดำเลือนๆ มันกระทบพื้นอย่างแรง ทำให้พื้นคอนกรีตสะเทือนเป็นรอยแตก
แคทต้องใช้เวลาร่วมหนึ่งวินาทีกว่าจะตระหนักว่ามันคืออะไร และมันทำให้หล่อนช็อกยิ่งกว่าตอนที่ถูกสัตว์ร้ายตนนี้จู่โจม
มันคือซินในชุดหนังสีดำล้วน อยู่ในท่าคู้ตัว ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมจะเข้าต่อสู้ สายตาเขาจ้องเขม็งอยู่ที่ผู้ชายตรงหน้าหล่อน
“กัลลู” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำน่ากลัว “พยายามเลือกคนที่ตอบโต้ได้หน่อยสิวะ”
ผู้ชายคนนั้นผละจากหล่อนเพื่อไปเล่นงานเขา เขาเหวี่ยงมือเข้าใส่ซิน ซึ่งยกแขนที่สวมเกราะหุ้มเงินขึ้นกันหมัดนั้น ก่อนจะชกเปรี้ยงเข้าที่คางชายคนนั้น ชายคนนั้นผงะไปข้างหลัง ซินส่งหมัดเข้าไปที่หน้าอกของมันเต็มแรง ทำให้มันเซถอยหลังไปอีกก้าว
ระหว่างที่ผู้ชายคนนั้นยังโซเซเพราะฤทธิ์หมัด ซินก็กระชากสาบเสื้อโค้ตออก เผยให้เห็นกริชเล่มใหญ่ ผู้ชายคนนั้นพุ่งเข้าใส่ซิน อ้าปากกว้างพยายามจะกัดเขา ซินย่อตัวลงกับพื้นและเตะกวาดไปที่เท้าชายคนนั้น ทำให้มันล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ซินหันไปเสือกมีดเข้าที่ระหว่างดวงตาของผู้ชายคนนั้น
ผู้ชายคนนั้นแผดเสียงแหลมก้อง ดิ้นกระเสือกกระสนไปบนทางเท้า กระแทกโน่นชนนี่
“โว้ย หุบปากซะทีสิวะ” ซินคำรามก่อนชักกริชออกมาและเสียบชายคนนั้นอีก
แคทเลื่อนตัวออกจากรถ ประคองแขนข้างที่หัก และก่อนที่หล่อนจะหยุดยั้งเขา ซินก็ตัดหัวชายที่ตายและเผาเขาทิ้งที่ข้างทางเดินนั่นเลย หล่อนขนลุกด้วยความสยองขวัญ นี่มันกลางวันแสกๆ แต่ซินดูเหมือนจะไม่แยแส
อาจจะมีใครมาเห็นเข้าก็ได้
ก่อนที่หล่อนจะขยับเขยื้อน ซินก็มาอยู่ตรงหน้าหล่อนแล้ว และคว้าตัวหล่อนไว้ “คุณถูกกัดหรือเปล่า”
เขาไม่มองหน้าหล่อนในระหว่างที่ตรวจดูแผลอย่างเร่งรีบ หล่อนครางเบาๆเมื่อเขาแตะแขนที่หัก แต่เขาไม่ยอมหยุดการสำรวจตรวจตราแต่อย่างใด
เมื่อเขาดึงเสื้อของหล่อนขึ้นเพื่อจะดูที่ท้อง หล่อนตบปัดมือเขาออกไปทันที “เอามือออกไปจากตัวฉัน”
“เขากัดเธอหรือเปล่า” เขากระชากเสียงถาม เค้นแต่ละคำอย่างมาอย่างฝาดหู
แล้วตอนนั้นเองที่เขาเลื่อนสายตาขึ้นมาที่ใบหน้าหล่อน แล้วยืนนิ่งงัน
แต่อึดใจต่อมา เขาก็คว้าคอหล่อน แล้วเริ่มบีบเค้น
|